ทิศของผู้เล่นและรอบ

การเล่นไพ่นกกระจอกนั้นจะมีการกำหนดทิศของผู้เล่นแต่ละคน โดยจะเริ่มเล่นจากคนที่อยู่ทิศตะวันออก และจะเล่นวนทวนเข็มนาฬิกา(วนขวา) ดังรูป
เมื่อผู้เล่นคนใดคนหนึ่งชนะหรือไม่มีคนชนะ ทิศก็จะเลื่อนไปยังผู้เล่นในตำแหน่งทิศที่ต่ำกว่าคนถัดไป
แต่ถ้าทิศตะวันออกเป็นฝ่ายชนะตำแหน่งจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ผู้เล่นทิศตะวันออกนั้นจะถือว่าเป็นเจ้ามือ ซึ่งเจ้ามือนั้นเวลาได้แต้มจะได้เยอะกว่าปกติ แต่บางทีเวลาเสียแต้มก็เสียเยอะกว่าปกติเหมือนกัน
เมื่อผู้เล่นวนครบทั้ง 4 ทิศก็จะนับเป็น 1 รอบ ซึ่งไพ่นกกระจอกหนึ่งเกมส์นั้นจะมีทั้งหมด 4 รอบเรียกว่า iichansen 『一荘戦(イーチャンセン)』
แต่ญี่ปุ่นนั้นส่วนมากจะเล่นแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้นก็คือ 2 รอบ หรือเรียกว่า Hanchan 『半荘(ハンチャン』
( ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังมีกฏต่างๆซึ่งแต่ละที่ก็ไม่ได้เหมือนกันหมดซะทีเดียว เพราะงั้นบางอย่างอาจจะแตกต่างกันไปบ้าง )
การสร้างกำแพง
เริ่มเกมส์นั้นเราจะนำไพ่ทั้งทั้งหมดมาคว่ำหน้าแล้วล้างไพ่ จากนั้นให้ผู้เล่นต่างช่วยกันสร้างกำแพงทั้งสี่ด้านขึ้นมาโดยให้ยาวด้านละ 17 ตัว 2 ชั้น (หมายถึงมีด้านบนและด้านล่างยาว 17 ตัวเท่ากัน)
จากนั้นดันกำแพงที่ผู้เล่นสร้างมาไว้ด้านหน้าให้ตั้งเป็นแนวเฉียงล้อมให้เป็นกรอบสี่เหลี่ยมทั้ง 4 ด้าน
การเริ่มเกมส์
ผู้เล่นตำแหน่งทิศตะวันออกจะมีสิทธิในการทอยลูกเต๋า เพื่อเป็นตัวกำหนดว่าจะเริ่มหยิบไพ่จากกำแพงด้านใด ตัวที่เท่าไรในเกมนั้นๆ
1. หลังจากตั้งกำแพงเรียบร้อยแล้วให้ผู้เล่นตำแหน่งทิศตะวันออกทอยลูกเต๋า แล้วนับทวนเข็มนาฬิกา โดยเริ่มนับจากตัวเอง

2. นับแล้วไปจบที่ใครก็แสดงว่ากำแพงทิศนั้นจะเป็นกำแพงที่จะหยิบไพ่ (ตัวอย่างในรูปทอยลูกเต๋าได้ 4 )
3. ให้นับตัวไพ่ไปตามตัวเลขบนหน้าลูกเต๋าตามเข็มนาฬิกา
4. ผู้เล่นทิศตะวันออกจะเป็นคนหยิบไพ่ก่อน ให้หยิบสี่ตัว (ตัว ab จะได้ไพ่ 4 ตัวเพราะมีด้านบนและด้านล่าง)
จากนั้นผู้เล่นทิศใต้, ตะวันตก และทิศเหนือจะได้เป็นผู้หยิบไพ่เรียงตามลำดับ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนผู้เล่นทุกคนได้ไพ่ครบ 12 ตัว

5. จากนั้นผู้เล่นทิศตะวันออกหยิบไพ่ 1 ตัว และหยิบไพ่ข้ามบล็อกไป 1 ตัว ดังภาพ ส่วนผู้เล่นคนอื่นๆ หยิบไปคนละ 1 ตัว
(เวลาเล่นผู้เล่นทุกคนจะมีไพ่อยู่ในมือทั้งหมด 13 ตัว ส่วนตัวที่ 14 ของเจ้ามือที่หยิบไพ่ขึ้นมานั้นเป็นตัวจั่ว)
6. จากนั้นก็เริ่มเกมส์ ถ้าหากไม่มีใครชนะจนกำแพงไพ่เหลือ 14 ตัว (7 บล็อก) ก็จะเริ่มรอบใหม่
การเรียก 『鳴き』
การเรียกนั้นก็คือการเก็บไพ่ที่ผู้เล่นอื่นทิ้งลงมาเป็นของเรา มี 3 แบบ คือ Pon(ผ่อง) Chii(เฉ่า) และ Kan(กั่ง)
( หลังจากที่ทำการเรียกแล้วเราต้องเปิดกลุ่มไพ่ไว้ที่ด้านขวาด้วย )

Pon 『ポン』
เป็นการเก็บไพ่จากที่ผู้เล่นอื่นทิ้งลงมาเพื่อเรียงเป็น Koutsu(ตอง) โดยการ Pon นี้เราต้องมีไพ่แบบเดียวกันกับที่คนอื่นทิ้งลงมาอยู่ในมือ 2 ใบ
( การ Pon นั้นสามารถเก็บได้จากผู้เล่นทุกคนทิ้งลงมา )
Chii 『チー』
เป็นการเก็บไพ่จากที่ผู้เล่นอื่นทิ้งลงมาเพื่อเรียงเป็น Shuntsu(ไพ่เรียง) โดยการ Chii นี้เราต้องมีไพ่ชุดเดียวกันในมือ 2 ตัว ที่จะสามารถเรียงกัน 3 ใบได้
( การ Chi นั้นสามารถเก็บได้เฉพาะจากผู้เล่นที่อยู่ทิศเหนือเรา )

Kan 『カン』
เป็นการเก็บไพ่จากที่ผู้เล่นอื่นทิ้งลงมาเพื่อเรียงเป็นเห่า (4ใบ) ซึ่งลักษณทั่วไปจะคล้ายกับ Pon โดยเราต้องมีไพ่แบบเดียวกันอยู่ในมือ 3 ใบ
หลังจาก Kan แล้วเราต้องจั่วไพ่เพิ่มอีก 1 ตัว จากไพ่ตัวสุดท้ายที่คว่ำที่อยู่แถวสุดท้าย ( Kan นั่นถึงจะเป็น 4 ตัว แต่ก็นับเป็น 1 Mentsu )
การ Kan นั่นมีอยู่ 2 แบบด้วยกัน คือ
Minkan 『明カン(ミンカン)』
คือการ Kan โดยการเก็บจากไพ่ที่ผู้เล่นอื่นทิ้งลงมา ( หรือถ้ามี pon อยู่แล้วจั่วได้เหมือนกันขึ้นมาก็สามารถทำเป็น Minkan ได้ *เฉพาะจั่วได้เองเท่านั้น )
Ankan 『暗カン(アンカン)』
คือการ Kan โดยการจั่วได้เอง ( ในมือมีเหมือนกัน 3 ใบแล้วจั่วได้อีก1 ใบ )
การ Kan นั้นในหนึ่งรอบสามารถทำได้แค่ 4 ครั้งเท่านั้น
ในกรณีที่มีคนเรียกพร้อมกันนั้น คนที่เรียก Pon หรือ Kan จะมีสิทธิได้ก่อน Chii
แต่ถ้าหาก Pon หรือ Kan พร้อมกันนั้น คนที่อยู่ต่อจากผู้ทิ้งใกล้ที่สุดจะได้ก่อน
สำหรับชาวคาสิโนออนไลน์ที่เริ่มเล่นนั้นไม่ควรบุ่มบ่ามเรียกมากนัก ถึงแม้ว่าการเรียกจะมีข้อดีอยู่เยอะ แต่ก็จะทำให้ผู้เล่นอื่นดูไพ่เราออกง่ายขึ้นด้วย
และในรูปแบบการชนะส่วนใหญ่ การเรียกนั้นก็ไม่มีผลประโยชน์ บางทีอาจจะทำให้แต้มน้อยลงด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็มีรูปแบบการชนะบางแบบที่จำเป็นจะต้องเรียกด้วย
Riichi 『リーチ』 ( อังกฤษใช้คำว่า Ritz )

Ritz (อ่าน Rii-chi ก็ได้) นั้นคือ การบอกว่าเราอยู่ในสถานะ Tenpai 『テンパイ』 หรือสถานะที่รอตัวเดียวเพื่อชนะ
จะทำได้ก็ต่อเมื่อไพ่ในมือเราอยู่ในสถานะ Tenpai และไม่ได้”เรียก”เลย
การ ritz นั้นเราจะต้องจ่ายแต้มของเราไปไว้บนโต๊ะ 1000 แต้ม ใครชนะในตานั้นจะได้แต้มนั้นไป
ซึ่งหลังจากที่ Riichi แล้วเราจะไม่สามารถเปลี่ยนไพ่ในมือทั้ง 13 ใบได้
ซึ่งเมื่อ Ritz แล้วเราชนะจะได้ 1 Han 『翻(はん)』
( Han นั้นเป็นเหมือนหน่วยที่ไว้ใช้ตอนคิดแต้ม ยิ่งมีเยอะก็ยิ่งได้แต้มเยอะเวลาชนะ โดยอย่างต่ำเวลชนะต้องมี 1 Han )
และถ้าหากเราชนะโดย Riichi แล้วล่ะก็ จะสามารถได้แต้มจาก UraDora 『裏ドラ』 ( Doraด้านหลัง) ได้ด้วย
Dora 『ドラ』

สังเกตุว่าปลายแถวจั่วกองสุดท้ายจะมีไพ่หนึ่งใบเปิดอยู่ ไพ่ใบนั่นเรียกว่า ไพ่แสดง Dora 『ドラ表示牌』
( ซึ่งจะอยู่ก่อนสี่ใบสุดท้าย เพราะนั่นเป็นไพ่สำหรับจั่วเวลา Kan )
โดยตัว Dora จริงๆนั้นจะเป็นตัวที่ต่อจากที่ไพ่แสดง Dora แสดงไว้
( ถ้าตัวแสดง Dora คือ 4 ในแถว Manzu ตัว Dora คือ 5 ในแถว Manzu ดังรูป )
ถ้าไพ่แสดง Dora เป็น 9 ก็จะวนกลับมาโดยตัว Dora คือ 1 และ ถ้าเป็น Tsuupai ( ไพ่ตัวอักษร ) ตัวถัดไปที่เป็น Dora จะเป็นดังรูปด้านล่าง

UraDora 『裏ドラ』

UraDora นั้นจะดูได้ต่อเมื่อชนะโดยการ Riichi เท่านั้น ซึ่งตัวไพ่แสดง UraDora นั้น คือไพ่ที่อยู่ข้างใต้ไพ่แสดง Dora ปกติ นอกนั้นก็จะเหมือนกันกับ Dora
ซึ่งทั้ง Dora และ UraDora จะนับเป็น 1 Han
สรุปคือ Dora นั้นเป็นตัวช่วยเพิ่มแต้มให้กับเราเวลาชนะถ้าเรามีตัว Dora อยุ่ใน 14 ใบที่เราชนะ ( ยิ่งมีเยอะก็ยิ่งได้แต้มเยอะ )
( นอกจากนี้ยังมีไพ่ตัวเลขสีแดงที่ใช้เป็น Dora ด้วยเหมือนกัน ซึ่งแต่ละที่ตัวเลขก็อาจจะเปลี่ยนกันไปหรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ )
Agari 『アガリ』
พูดง่ายๆก็คือการชนะนั่นเอง โดยจะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
RonAgari 『ロンアガリ』 คือ การชนะจากไพ่ที่ผู้อื่นทิ้งลงมา โดยจะกินแต้มจากคนที่ทิ้งไพ่ใบนั้นลงมาเพียงคนเดียว
( ข้อควรระวัง หากตัว Agari (ไพ่ที่เรารอเพื่อชนะ)นั้น นั้นเป็นไพ่ที่เราเคยทิ้งไปแล้ว จะไม่สามารถ RonAgari ได้ )
TsumoAgari 『ツモアガリ』 คือ การชนะจากการจั่วได้เอง โดยจะกินแต้มทุกคนหารกัน
( RonAgari กับ TsumoAgari จะเรียกย่อๆว่า Ron กับ Tsumo )